การปิด SVB น่าจะส่งผลกระทบจำกัดต่อตลาดการเงินสหรัฐฯ - Fintech Marts

Breaking

Home Top Ad

Post Top Ad

Tuesday, March 14, 2023

การปิด SVB น่าจะส่งผลกระทบจำกัดต่อตลาดการเงินสหรัฐฯ


ดร.อมรเทพ​ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหาร​สำนัก​วิจัย​และที่ปรึกษา​การลงทุน​ ธนาคาร​ซีไอเอ็มบี ​ไทย​
เปิดเผยถึงสถานการณ์วิกฤตด้านการเงินของสหรัฐอเมริกาล่าสุดว่า การปิด SVB น่าจะส่งผลกระทบจำกัดต่อตลาดการเงินสหรัฐฯ


1. SVB คือใคร
SVB หรือ​ Silicon Valley Bank เป็นแบงก์ใหญ่เป็นอันดับ​16​ ในสหรัฐด้วยสินทรัพย์​ 2.09 แสนล้านดอลลาร์​โดยมาทำธุรกิจกับกลุ่ม​ Start​ up หรือกลุ่มเทค​ล่าสุดในวันศุก​ร์ที่ 10 มี.ค. ที่​ผ่านมา​ถูกสั่งปิดโดย​ FDIC​ หรือ​ Federal Deposit Insurance Corp. คล้ายๆ​หน่วยงานคุ้มครองเงินฝาก​ (แต่คุ้มครองเพียง​ 250,000 ดอลลาร์​ซึ่งมีเพียง​ 3%ของบัญชีในแบงก์นี้​ (อีก​ราว​ 97% มีเงินมากกว่าและยังไม่จ่ายส่วนที่เหลือคืนจนกว่าจะขายทรัพย์สิน​ได้​ลองนึกภาพธุรกิจ​จะจ่ายคู่ค้าหรือพนักงานยังไง)​

2. ทำไมล้ม
ปัญหาของแบงก์นี้คือเกิดจากความน่าเชื่อถือ​ เกิด​ bank run หรือคนไม่มั่นใจแห่ถอนเงินจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่มาจาก partners ที่เป็น Private Equity, Venture Capital, Tech, Health tech​ แค่วันพฤหัสบ​ดีที่ 9 มี.ค.​วันเดียวมีคนถอนเงินฝากไปราว​ 1ใน​ 4 ของเงินฝากทั้งหมด​แบงก์ขาดกระแสเงินหมุนเวียน​เจอปัญหาสภาพคล่องจนลามเป็นปัญหาล้มละลาย​ FDIC​ จึงต้องมาระงับกิจการ​โอนเงินฝากให้แบงก์​ที่จะจัดตั้งใหม่​ขอย้ำว่าวิกฤตินี้ไม่เหมือนปี​ 2008​ ตอนเลห์แมนล้ม​ ตอนนั้น​คือปัญหาความเสี่ยงด้านเครดิต​จากการลงทุนในอนุพันธ์​ด้านอสังหา​ ตอนนี้คือความเสี่ยงด้านตลาด​หรือสภาพ​คล่อง​จากดอกเบี้ยขาขึ้นและขาดการบริหารที่ดีด้านระยะเวลาเงินฝากและสินเชื่อ​

3. ทำไมคนไม่ไว้ใจ
อยู่ๆ​ ราคาหุ้นร่วงลง​ 60% ในวันเดียวจากความกังวลว่าจะเกิดการเพิ่มทุนจำนวนมาก​เพื่อชดเชยการขาดทุนมหาศาลจากการขายพันธบัตร​รัฐบาลสหรัฐ​จริงๆ​ ถ้าไม่ขายก็ไม่ขาดทุน​ (แต่ต้องรับรู้ Fair Value ผ่าน Balance sheet) เรียกว่า​ unrealized loss คือราคาพันธบัตรลดลงต่ำว่าหน้าตั๋ว​เพราะเมื่อดอกเบี้ยขึ้นแรง​ราคาพันธบัตรที่สวนทางกับดอกเบี้ยที่ขึ้นจะลดลง​ เมื่อ​ SVB​ ต้องการเงินก็จำเป็นต้อง​ขายขาดทุน​พอขาดทุนก็ต้องการเงิน​ ไปขอเพิ่มทุน​คนก็กลัวเทขายหุ้น​ คนฝากก็​ panic ตกใจถอนเงิน​จนเป็นภาวะปิดตัวเช่นนี้​ และอีกประเด็นที่ทำไมขาดเงินก็เพราะธุรกิจเทคในสหรัฐ​โดยเฉพาะเทคตัวเล็กขาดทุนอยู่มาก​ยังไม่มีกำไรหรือกระแสเงินสดดี​พอดอกเบี้ยขึ้นต่อเนื่องยิ่งมีปัญหา​ กระทบแบงก์นี้ไปด้วยที่เน้นธุรกิจ​กลุ่มนี้

4. จะลามไหม
ในช่วงวันพุธ​ที่ 8 มี.ค.ถึงวันพฤหัส​บดีที่ 9 มี.ค.​เราเห็นราคาหุ้นกลุ่มธนาคารปรับย่อลงเพราะความกังวลว่าจะมีแบงก์อื่นล้มด้วยไหม​แต่ปัญหานี้น่าอยู่ในแบงก์ขนาดเล็กที่เน้นกลุ่มเทคหรือ​ start up เป็นหลัก​ ซึ่งต่างกับแบงก์ใหญ่​ ในวันศุก​ร์แล้ว​หุ้นแบงก์ใหญ่ฟื้น​แต่แบงก์เล็กลงต่อ​ โดยรวมไม่น่าลาม โดยธนาคารที่มีการถือตราสารที่ดี ยังสามารถเข้าถึงสภาพคล่องจากเฟดได้​แต่อาจมีแบงก์ที่มีปัญหาเพิ่ม​ในกลุ่มที่ขาดทุนจากอัตราดอกเบี้ย​ที่ขึ้นแรงในสหรัฐ​ จนราคาพันธบัตร​ลดลง​(จริงๆ​ ถ้าถือจนครบอายุ​สัญญา​จะไม่ขาดทุน)​ ต้องดูว่าใครร้อนเงินอีก​หรือมีใครโดนแห่ถอนเงินจากวิกฤติ​ศรัทธา​บ้าง (หลักๆ คงจะเป็นธนาคารที่ทำธุรกรรมเกี่ยวกับกลุ่มเทค ที่ลงทุนใน Crypto ในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ​)

ล่าสุด เมื่อวันที่ 12 มี.ค. ทางการสหรัฐฯนำโดยกระทรวงการคลัง ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และองค์กรประกันเงินฝากในสหรัฐฯ (FDIC) ได้ออกแถลงการณ์ร่วมเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนในระบบธนาคารของสหรัฐฯ โดย 1) ประกาศรับประกันเงินฝากทั้งหมดของธนาคาร SVB โดยผู้ฝากเงินจะสามารถเข้าถึงเงินทั้งหมดของพวกเขาได้อย่างเต็มที่ ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 13 มีนาคม เป็นต้นไป และจะไม่สูญเสียผลประโยชน์แต่อย่างใด 2) ประกาศข้อยกเว้นความเสี่ยงเชิงระบบที่คล้ายคลึงกันสำหรับ Signature Bank ซึ่งผู้ฝากเงินจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆเช่นกัน 3) ประกาศจัดหาเงินกองทุนพิเศษให้กับ FDIC เพื่อให้มีเพียงพอในการสร้างความมั่นใจให้กับระบบธนาคารของสหรัฐฯ จากสถานการณ์ล่าสุด เราจึงเห็นตลาดเงินตลาดทุนของสหรัฐฯ ปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นตอบสนองต่อมาตรการช่วยเหลือดังกล่าว

5.​ ตลาดเงินตลาดทุนจะผันผวนอย่างไร
ตลาดหุ้นน่าจะยังผันผวนจากความกังวลว่าจะมีแบงก์ไหนเป็นรายต่อไปที่ล้ม หรืออย่างน้อยก็ห่วงการลงทุนในกลุ่มการเงินไว้ก่อน​ รวมทั้งกลุ่มเทคขนาดเล็กที่คนอาจกังวลปัญหาขาดเงินทุน​โดยเฉพาะช่วงอัตราดอกเบี้ย​ขาขึ้นเช่นนี้

6. จะเกิดการว่างงานรุนแรงหรือไม่
ปัญหาการว่างงานในสหรัฐ​ หากจะเพิ่มขึ้น​ก็น่ากระจุกในกลุ่มเทคที่จะมีการเลิกจ้างเพิ่มเติม​ แต่ก็ไม่น่าแปลกใจ​เพราะดอกเบี้ย​ที่​สูงขึ้นทำต้นทุน​สูงตาม​ รายได้โตไม่ทัน​ ต้องหาทางลดรายจ่าย​ลดคน​ แต่ไม่น่ารุนแรงไปกระทบภาคอื่นมาก​สหรัฐยังไม่อัตราการว่างงานต่ำ​แม้ขยับเป็น​ 3.6% แต่ก็นับว่าต่ำมาก​โดยเฉพาะยังมีการเติบโตของค่าจ้างในกลุ่มภาคบริการมาก​หาคนทำงานยาก​ปัญหานี้ยังลากยาว​ ไม่น่าส่งผลให้คนว่างงานมากขึ้นจากกรณี​ SVB​ ล้ม

7. เงินเฟ้อมีโอกาสลดลงหรือไม่หากเศรษฐกิจ​มีปัญหา
อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐมีโอกาสลดลงจากปีก่อน​ที่เฉลี่ย​ 8% ปีนี้น่าอยู่ที่ราว​ 4% แต่หากจะลดลงแบบเดือนต่อเดือน​คงยาก​ เพราะอัตราค่าจ้างยังสูงขึ้น​บริษัท​ยังต้องขยับราคาสินค้าเพิ่ม​ และการคาดการณ์​ราคาสินค้ายังสูง​แต่หากเศรษฐกิจ​สหรัฐ​มีปัญหา​ ชะลอลงแรงจริง​ อัตราเงินเฟ้อก็อาจลดลงได้บ้าง​แต่ไม่น่าลงได้เร็วเหมือนในอดีต​ เพราะมีปัญหา​เชิงโครงสร้าง​ห่วงโซ่อุปทาน​ยังมีปัญหา​

8. เฟดจะชะลอการขึ้นดอกเบี้ยรอบเดือนมีนาคมหรือไม่และจะจบรอบเร็วขึ้นได้ไหม
หากเฟดจะลดความร้อนแรงของการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนมีนาคม​ ไม่ขึ้น​ 0.50% แต่ขึ้นเพียง​ 0.25% และระดับดอกเบี้ยสูงสุดอาจอยู่ที่ระดับ​ 5.75% ไม่ใช่ไปแตะระดับ​ 6.00% และใกล้จบรอบการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกรกฎาคม​นี้​ซึ่งความไม่แน่นอนจากตัวเลขอัตราว่างงานที่เพิ่มขึ้น​การเพิ่มของค่าจ้างไม่ร้อนแรง​การขึ้นดอกเบี้ยอาจเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป​แต่ยังจำเป็นอยู่​ เพราะเงินเฟ้อยังสูง​ กรณี​ SVB​ อาจไม่มีน้ำหนักมากหากไม่ลามและรุนแรง

9. ผลกระทบต่อไทยหลังปัญหาสภาพคล่องในสหรัฐ
โดยมากผลกระทบต่อไทยในระยะสั้นจะผ่านตลาดเงินและตลาดทุน​ที่ยังมีแนวโน้มผันผวนในสัปดาห์นี้​ อาจมีแรงเทขายในสินทรัพย์​เสี่ยงบ้างในระยะสั้น​แต่ตลาดน่าให้น้ำหนักการชะลอตัวของค่า​จ้างแรงงาน​และอัตราว่างงานที่เพิ่มขึ้นในสหรัฐ​แต่อาจรอตัวเลขเงินเฟ้อ​ยอดค้าปลีก​ และอื่นๆ​เพื่อดูสัญญาณ​ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยต่อแรงหรือไม่​ ซึ่งกรณี​ SVB​ อาจมีน้ำหนักด้านเสถียรภาพ​ตลาดการเงิน​ทำให้เฟดขึ้นดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไป​เงินน่ากลับมาตลาดเกิดใหม่​ เงินบาทน่าขยับแบบ​ sideway 35-36​ บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ​ได้​ส่วนหาก​ SVB มีปัญหาลามต่อหรือมีความไม่แน่นอนต่อ​ก็อาจกระทบภาคการส่งออกของไทยซึ่งก็ไม่ค่อยดีอยู่แล้ว​ ให้ชะลอต่อได้​ส่วนราคาน้ำมันในตลาดโลกน่าย่อลงตามอุปสงค์​ที่อ่อนแอลง​ทำให้การนำเข้าไทยลดลงตาม​ไม่น่ามีปัญหาขาดดุลบัญชีเดินสะพัด​เหมือนก่อนหน้า​ส่วนภาคการท่องเที่ยวของไทยไม่น่ากระทบ​ โดยรวมปัญหานี้น่ากระจุกในสหรัฐ​ไม่น่ากระทบเอเชีย​แปซิฟิก​มากนัก​ โดยเฉพาะจีนที่ยังเติบโต​ได้​ดี​แต่แน่นอนว่าการส่งออกไม่สดใส
สำหรับธนาคารพาณิชย์ของไทย คงไม่น่าจะมีปัญหา เนื่องจากทางธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) ไม่ได้อนุญาตให้ธนาคารลงทุนใน Crypto โดยตรง ขณะที่กลุ่มการเงินก็ยังคงถูกกำกับอย่างเข้มงวดจาก Regulators ของไทย

10. คำแนะนำการลงทุนในช่วงนี้
เราเชื่อว่าปัญหาภาคธนาคารของสหรัฐกระจุกในธนาคารขนาดเล็กที่เชื่อมโยงกลุ่มเทคหรือกลุ่ม​start up รวมทั้งมีการขาดทุนทางตัวเลขที่ไม่รับรู้​(unrealized loss) สำหรับธนาคารที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล​สหรัฐ​แต่ด้วยความน่าเชื่อถือที่ยังดี​ และหากธนาคารถือพันธบัตร​จนครบอายุสัญญา​ก็ไม่เสี่ยงขาดทุน (ผลกระทบน่าจะอยู่ในระดับจำกัด)​จึงมองว่าเป็นความผันผวนระยะสั้น​ไม่ลามจนเกิดวิกฤติ​เศรษฐกิจ​ซึ่งการลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่​ พื้นฐานดี​ กระจายการลงทุนทั่วโลกยังน่าทำได้​นอกจากนี้​ ที่ลุ้นคือเงินเฟ้อสหรัฐแม้ยังอยู่ในระดับสูง​ แต่มีท่าทีชะลอลง​ซึ่งนักลงทุนน่าหาจังหวะเข้าสะสมพันธบัตร​หรือตราสารหนี้​ ที่ใกล้ถึงจุดสูงสุด​ส่วนภาคเอเชียแปซิฟิก​โดยเฉพาะจีนยังน่าสนใจ​เราอาจให้น้ำหนัก​ A-share หรือหุ้นในจีน​ มากกว่า​ H-share ที่มีกลุ่มเทค​ในฮ่องกง​โดยรวมน่าเห็นมาตรการกระตุ้น​เศรษฐกิจ​ในจีนและจีนน่าหาทางลดความผันผวนในตลาดทุนเทียบสหรัฐ​ได้​

Lesson learned ข้อคิดที่ได้จากกรณี​ SVB
1. อย่าใส่ไข่ทุกใบในตะกร้า​ใบเดียว​ควรกระจายการลงทุน​ อย่าเป็นเหมือนคนฝากเงินใน​ SVB​ ที่พึ่งแบงก์เดียว​ รวมทั้งนักลงทุนไม่ลงทุนในสินทรัพย์​ใดประเภทเดียว

2.วิกฤติเปลี่ยนรูปแบบเสมอ​ จากด้านเครดิต​ปี​ 2008​ เป็น​ mismatch และสภาพคล่องปี​ 2023 หรืออาจมีรูปแบบใหม่ๆ​เข้ามา​แต่ในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้นในระดับสูงเช่นนี้​อาจเห็นธุรกิจอื่นที่มีปัญหาซ่อนไว้รอประทุขึ้นได้

3.แม้ตลาดจะฟื้น​แต่นักลงทุนยังควรระมัดระวัง​ความผันผวนต่อไป จากการขึ้นดอกเบี้ย​ของเฟด​และภาพรวมเศรษฐกิจ​สหรัฐ​น่าแบ่งเงินลงทุนเป็นหลายๆ​ ไม้​ ค่อยๆ​ลงทุน​ทีละน้อยจนครบเป้าหมาย​ ไม่แนะนำลงทุนทีเดียวครบ​เพราะเราไม่มีทางรู้ทิศทางตลาดและไม่จำเป็นต้องได้ราคาต่ำสุดเสมอไป​แต่น่าได้ความสบายใจไปด้วย

โดยสรุป​ กรณี​SVB​ น่าจะเป็นปัญหาเฉพาะกลุ่มจากการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของเฟดที่กระทบราคาพันธบัตรและมีผลให้กลุ่มเทคและกลุ่ม​Start​up มีปัญหาขาดทุนต่อเนื่อง​จนกระทบธนาคารที่เชื่อมโยงกับกลุ่มนี้​รวมทั้งผู้ฝากเงินขาดความเชื่อมั่น​จนแห่ถอนเงิน​ และปัญหาเช่น​ SVB​ นี้ไม่น่าลามจนเกิดวิกฤติการเงินเหมือนในปี​ 2008​เพราะการเชื่อมโยงกับภาคเศรษฐกิจ​จริง​อื่นๆมีน้อยและขนาดของธนาคารที่มีปัญหาไม่ได้ใหญ่จนมีนัย​สำคัญ​ต่อเศรษฐกิจ​สหรัฐ​​และเชื่อว่าเฟดมีความยืดหยุ่นพอที่จะดูแลปัญหาในลักษณะ​นี้​ซึ่งจากสถานการณ์ล่าสุด ทางการสหรัฐฯนำโดยกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และองค์กรประกันเงินฝากในสหรัฐฯ (FDIC) ได้ออกแถลงการณ์ร่วมรับประกันเงินฝากทั้งหมดของธนาคาร SVB โดยให้สามารถถอนเงินได้ตั้งแต่วันที่ 13 มี.ค.เป็นต้นไป รวมทั้งยังได้รับประกันเงินฝาก Signature Bank ด้วย โดยผู้ฝากเงินไม่ได้รับผลกระทบใดๆ นอกจากนี้ ยังได้ประกาศจัดหาเงินกองทุนพิเศษให้กับ FDIC เพื่อให้มีเพียงพอในการสร้างความมั่นใจให้กับระบบธนาคารของสหรัฐฯอีกด้วย ตลาดเงินตลาดทุนของสหรัฐฯจึงปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้นต่อมาตรการช่วยเหลือดังกล่าว

No comments:

Post a Comment

Post Bottom Ad